DARASART – NEWS – UPDATE

ทันทุกข่าว update ทุกสถานการณ์เกี่ยวกับดาราศาตร์ @DARASARTNARU


ตลอดปี 2555 ได้เกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์น่าสนใจหลายปรากฏการณ์ ในครั้งนี้ก็เช่นกันเป็นปรากฏการณ์ส่งท้ายปี พ.ศ. 2555 คือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ( Geminids ) เกิดจาก ดาวเคราะห์น้อย ที่ชื่อ 3200 Phaethon ที่เคยทิ้งเศษซากฝุ่นละอองเป็นสายธารเอาไว้ในอวกาศเมื่อปี ค.ศ. 1983 เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางสายธารฝุ่นละอองของดาวเคราะห์น้อย 3200 Phaethon จะถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกจะเห็นลูกไฟมีแสงสีสวยงาม ดูเหมือนพุ่งมาจากจุดๆ หนึ่งของกลุ่มดาวคนคู่ ในค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม สามารถจะมองเห็นฝน ดาวตกได้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้าของวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม แต่จะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเวลาเที่ยงคืน มีการคำนวณว่าสามารถมองเห็นได้ประมาณ 90 – 100 ดวงต่อชั่วโมง ในประเทศไทย ในค่ำคืนวันที่ 13 ธันวาคม จะได้ชมแถบชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์ดาวบริวาร ชมทางช้างเผือกที่สวยงาม

ดังนั้นสมาคมดาราศาสตร์ไทยขอเชิญชวนท่านสมาชิกสมาคมฯ และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ในวันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม – รุ่งเช้าวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด – โป่งก้อนเส้า จังหวัดสระบุรี

……………………………………………………………………………………………………….

ดาวเคราะห์ใหม่จากวิธีการใหม่ 22 กย. 2555

นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ต่างด้าวใหม่ 41 ดวงในคราวเดียวโดยการวิเคราะห์ว่าพิภพแต่ละดวงส่งผลกระตุกเพื่อนบ้านของพวกมันอย่างไร

แผนภาพแสดงดาวเคราะห์ผ่านหน้าที่เพิ่งพบเพิ่มเติมเป็นสีเขียวพร้อมทั้งว่าที่ดาวเคราะห์ที่ยังไม่ได้ยืนยัน(สีม่วง) ในระบบเดียวกัน ระบบดาวเคราะห์ใหม่จัดเรียงตามแนวนอนไล่ตามลำดับหมายเลขในปฏิบัติการเคปเลอร์และ KOI แนวตั้งเป็นคาบการโคจร

ดาวเคราะห์นอกระบบที่เพิ่งค้นพบใหม่ถูกพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ของนาซ่าซึ่งตรวจพบว่าที่พิภพต่างด้าวมากกว่า 2300 ดวงตั้งแต่ที่ส่งออกสู่อวกาศในเดือนมีนาคม 2009 การค้นพบใหม่ซึ่งประกาศในรายงาน 2 ฉบับทำให้ตัวเลขของพิภพที่เคปเลอร์พบเพิ่มเป็น 115 และจำนวนดาวเคราะห์นอกระบบรวมเพิ่มเป็นเกือบ 800 ดวงแล้ว Jason Steffen นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์อนุภาคเฟอร์มี่แลป ในปัตตาเวีย อิลลินอยส์ ซึ่งเป็นผู้เขียนนำรายงานฉบับหนึ่ง กล่าวว่า โดยทั่วไปจะประกาศดาวเคราะห์ทีละหนึ่งหรือสองดวง แต่นี่เป็นการยกเว้นที่มีการประกาศทีเดียว 27 ดวงในรายงานฉบับหนึ่ง หรือ 41 ดวงในรายงานสองฉบับ Steffen กล่าวว่า มันได้แสดงว่าข้อมูลจากเคปเลอร์นั้นร่ำรวยแค่ไหน และวิธีการใหม่นั้นมีประโยชน์อย่างไร
เคปเลอร์ค้นหาว่าที่ดาวเคราะห์นอกระบบผ่านวิธีการผ่านหน้าซึ่งมองหาความสว่างของดาวฤกษ์ที่ลดลงอันเนื่องมาจากมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่งผ่านหน้ามัน อย่างไรก็ตามการยืนยันว่าที่เหล่านี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเปลืองกำลังคนซึ่งต้องใช้การสำรวจติดตามผลโดยเครื่องมือภาคพื้นดินหรือการวิเคราะห์ข้อมูลเคปเลอร์เพิ่มขึ้น
ทีมนักวิจัยสองทีมได้ใช้วิธีหลังเพื่อยืนยันดาวเคราะห์ต่างด้าวใหม่ 41 ดวง พวกเขาลงลึกในการสำรวจของกล้องเพื่อศึกษาว่าแรงโน้มถ่วงของพิภพแต่ละดวงดึงเพื่อนบ้านดาวเคราะห์ของมันอย่างไร แรงดึงเพียงน้อยนิดเหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดความคลาดเคลื่อนในวงโคจรดาวเคราะห์ ส่งผลต่อช่วงเวลาที่มันผ่านหน้าดาวฤกษ์ ด้วยวิธีที่เรียกว่า ความคลาดเคลื่อนช่วงเวลาการผ่านหน้า(Transit Timing Variations – TTVs)
รายงานฉบับหนึ่งโดย Jiwei Xie จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ได้ยืนยันดาวเคราะห์ใหม่ 24 ดวงใน 12 ระบบ การศึกษาอีกงานโดยโดย Steffen และเพื่อนร่วมงานได้ยืนยันดาวเคราะห์ 27 ดวงใน 13 ระบบ ในรายงานทั้งสองมีระบบห้าแห่งและดาวเคราะห์สิบดวงที่ซ้ำกัน แต่เหนืออื่นใด งานวิจัยใหม่ได้เผยระบบดาวเคราะห์ใหม่อีก 20 ระบบจาก 47 ระบบที่เคปเลอร์ยืนยันการค้นพบก่อนหน้านี้ เป็นการเพิ่มขึ้นอีก 40% Steffen กล่าวว่า ด้วยระบบลักษณะนี้ เราสามารถได้ข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ท่ามกลางกลุ่มดาวเคราะห์ ซึ่งก็จะช่วยเราให้ใส่โลกและระบบสุริยะของเราเข้าไปในระบบดาวเคราะห์ทั้งหมด บอกได้ว่าจำนวนของดาวเคราะห์ในระบบของเรามีเพียง 1% ของจำนวนดาวเคราะห์ทั้งหมดที่ทราบ ไม่เหมือนกับเมื่อ 15 หรือ 20 ปีก่อน เราสามารถเริ่มตอบคำถามเกี่ยวกับว่าเราโชคดีแค่ไหนได้
Steffen และเพื่อนร่วมงานของเขาได้เสนอรายงานใน Monthly Notices of the Royal Astronomical Society ขณะที่ Xie เสนอการศึกษาที่ Astrophysical Journal
เคปเลอร์ตรวจสอบความสว่างที่ลดลงของดาวฤกษ์มากกว่า 150000 ดวงเพื่อสำรวจหาดาวเคราะห์ที่กำลังผ่านหน้า ปริมาณของว่าที่ดาวเคราะห์ที่มีมากมายซึ่งถูกจำแนกโดยเคปเลอร์นั้นจุดประกายให้ทีมต่างๆ ได้ยืนยันและใช้กระบวนการจำแนกคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป วิธีการ TTV สามารถใช้กับระบบจำนวนมากได้ในเวลาที่ค่อนข้างเร็วโดยมีการสำรวจติดตามผลจากภาคพื้นดินเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย Natalie Batalha นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการเคปเลอร์ที่ศูนย์วิจัยเอมส์ของนาซ่า กล่าว บางทีคอขวดระหว่างว่าที่ดาวเคราะห์กับการยืนยันดาวเคราะห์จะขยายกว้างได้อีกนิดนึง
ปฏิบัติการหลักของหอสังเกตการณ์เคปเลอร์มูลค่า 6 ร้อยล้านดอลลาร์ก็คือเพื่อค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกในเขตที่เรียกว่าเขตเอื้ออาศัยได้(habitable zones) ของดาวฤกษ์แม่ของพวกมัน ซึ่งเป็นระยะทางที่น่าจะเหมาะสมที่จะมีน้ำของเหลวและบางทีอาจจะมีชีวิตที่เรารู้จักด้วย
rook :รายงาน
แหล่งที่มา: space.com – alien planet haul : NASA space telescope spot 41 new exoplanets

……………………………………………………………………………………………………….


พบน้ำตาลรอบดวงอาทิตย์อายุน้อย 17 กย. 2555
ทีมนักดาราศาสตร์ใช้ ALMA ได้พบโมเลกุลน้ำตาลในก๊าซที่ล้อมรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์อายุน้อยดวงหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พบน้ำตาลในอวกาศรอบดาวฤกษ์เช่นนี้และการค้นพบก็แสดงว่าวัตถุดิบสำหรับชีวิตชนิดนี้อยู่ถูกที่และถูกทาง เพื่อที่จะรวมตัวต่อไปในการก่อตัวดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์
โมเลกุลน้ำตาลในก๊าซที่ล้อมรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์อายุน้อยดวงหนึ่ง
นักดาราศาสตร์ได้พบโมเลกุลของไกลคอลอัลดีไฮด์(glycolaldehyde) ซึ่งเป็นน้ำตาลรูปแบบพื้นฐานชนิดหนึ่งในก๊าซที่อยู่ล้อมรอบระบบดาวคู่อายุน้อยแห่งหนึ่งซึ่งมีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า IRAS 16293-2422 เคยพบไกลคอลอัลดีไฮด์ในห้วงอวกาศมาก่อนหน้านี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันถูกพบอยู่ใกล้มากกับดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ ด้วยระยะทางที่เทียบได้กับระยะทางจากยูเรนัสถึงดวงอาทิตย์ในระบบของเรา การค้นพบนี้แสดงว่าสารประกอบเคมีบางส่วนที่ชีวิตต้องใช้มีอยู่ในระบบนี้ในช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้น
Jes Jorgensen จากสถาบันนีลบอห์ร ในเดนมาร์ก กล่าวว่า ในดิสก์ก๊าซและฝุ่นรอบดาวฤกษ์ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่นี้ เราพบไกลคอลอัลดีไฮด์ซึ่งเป็นน้ำตาลรูปแบบพื้นฐานชนิดหนึ่ง ไม่แตกต่างจากน้ำตาลที่เราใส่ในกาแฟเลย โมเลกุลนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบในการก่อตัวของ RNA ซึ่งก็เหมือนกับ DNA ที่คล้ายๆ กัน ซึ่งมันเป็นหนึ่งในวัตถุดิบของชีวิต
ความไวสูงของ ALMA(Atacama Large Millimeter/submillimeter Array) แม้ว่าจะทำที่ช่วงความยาวคลื่นสั้นที่สุดที่มันจะทำงานได้นั้นเป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายสำหรับการสำรวจเหล่านี้ ซึ่งทำโดยใช้เครือข่ายจานสัญญาณบางส่วนในระหว่างช่วง Science Verification phase ของหอสังเกตการณ์ Cecille Favre จากมหาวิทยาลัยอารุส ในเดนมาร์ก กล่าวว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการค้นพบของเราจริงๆ ก็คือการสำรวจของ ALMA เผยให้เห็นว่าโมเลกุลน้ำตาลกำลังตกลงสู่ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในระบบนี้ โมเลกุลน้ำตาลไม่เพียงแต่อยู่ถูกที่ซึ่งกำลังเดินทางเข้าสู่ดาวเคราะห์ แต่พวกมันยังกำลังเดินทางในทิศที่ถูกต้องด้วย
เมฆก๊าซและฝุ่นที่ยุบตัวลงก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ใหม่นั้นเย็นมากๆ และก๊าซทั้งหลายก็เยือกแข็งกลายเป็นน้ำแข็งบนอนุภาคของฝุ่นซึ่งมันจะสร้างพันธะเข้าด้วยกันและก่อตัวเป็นโมเลกุลที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่เมื่อดาวฤกษ์ได้ก่อตัวขึ้นในใจกลางของเมฆฝุ่นก๊าซที่หมุนรอบตัวอยู่ มันจะทำให้ส่วนในของเมฆร้อนขึ้นราวอุณหภูมิห้อง ความร้อนจะระเหยโมเลกุลเชิงซ้อนและสร้างก๊าซที่เปล่งคลื่นด้วยลักษณะจำเพาะเป็นคลื่นวิทยุที่สามารถทำแผนที่ได้โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ทรงพลังอย่างเช่น ALMA
IRAS 16293-2422 นั้นอยู่ห่างออกไปราว 400 ปีแสง ซึ่งทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายที่ดีเยี่ยมสำหรับนักดาราศาสตร์ในการศึกษาโมเลกุลและเคมีรอบดาวฤกษ์อายุน้อย โดยการเก็บเกี่ยวพลังของกล้องโทรทรรศน์รุ่นใหม่ๆ อย่างเช่น ALMA ขณะนี้นักดาราศาสตร์มีโอกาสในการศึกษารายละเอียดอย่างละเอียดภายในเมฆฝุ่นก๊าซที่กำลังก่อตัวระบบดาวเคราะห์
Jurgensen กล่าวว่า คำถามใหญ่ก็คือ โมเลกุลเหล่านี้จะซับซ้อนได้แค่ไหนก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในดาวเคราะห์ใหม่ นี่น่าจะบอกเราบางสิ่งเกี่ยวกับว่าชีวิตจะอุบัติขึ้นทุกแห่งหนได้อย่างไร และการสำรวจของ ALMA ก็เป็นกำลังสำคัญในการเผยปริศนานี้ งานศึกษานี้เผยแพร่เป็นรายงานที่ปรากฎในวารสาร Astrophysical Journal Letters
rook :รายงาน

แหล่งที่มา: astronomy.com : sweet result from ALMA

……………………………………………………………………………………………………….


ตรวจสอบซุปเปอร์-ซุปเปอร์โนวา 17 กย. 2555
นักวิทยาศาสตร์บอกว่าดาวที่ระเบิดอย่างทรงพลังที่สุดในเอกภพยังคงแฝงด้วยปริศนา แต่ขณะนี้ข้อมูลบางอย่างก็เผยให้เห็นความลับของกำเนิดของพวกมัน
รังสีแกมม่าที่ตรวจพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฟอร์มี่แสดงว่าซากของซุปเปอร์โนวาของไทโค(Tycho’s supernova) ส่องสว่างในช่วงแสงที่มีพลังงานสูงที่สุด ภาพถ่ายซากดาวนี้ประกอบด้วยรังสีแกมม่า(สีบานเย็น), รังสีเอกซ์(เหลือง, เขียวและฟ้า), อินฟราเรด(แดง) และข้อมูลช่วงตาเห็นได้
นักวิจัยกำลังเปิดประตูสู่การปะทุรังสีแกมม่าซึ่งเป็นการระเบิดพลังที่รุนแรงที่สุดในเอกภพ ซึ่งมีความสว่างมากกว่าซุปเปอร์โนวาถึงหนึ่งล้านเท่า การระเบิดของดาวที่ทรงพลังที่สุดก็คือซุปเปอร์โนวาซึ่งสว่างมากพอที่จะกลบดาวทั้งหมดในกาแลคซีต้นสังกัดของมันได้ในพริบตา เท่าที่ทราบมีซุปเปอร์โนวาสองแบบคือ ซุปเปอร์โนวาชนิด Ia ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งในดาวฤกษ์ส่งมวลให้กับดาวแคระขาว และซุปเปอร์โนวาประเภท II ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแกนกลางของดาวมวลสูงหมดเชื้อเพลิงลง และยุบตัวกลายเป็นก้อนวัสดุสารหนาแน่นภายในเวลาเสี้ยววินาที และระเบิดสสารออกกระจัดกระจาย
ในช่วง 12 ปีหลังนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพบซุปเปอร์โนวาชนิดใหม่ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วมีความสว่างมากกว่าซุปเปอร์โนวาทั่วไปตั้งแต่สองถึงร้อยเท่า สิ่งที่เรียกว่าซุปเปอร์โนวาส่องสว่างมาก(super-luminous supernova หรือ SLSN) ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในสามลักษณะ แต่เราเข้าใจอย่างดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ซุปเปอร์โนวาซึ่งเกิดขึ้นได้ยากที่สุดแต่เป็นที่เข้าใจมากที่สุดในกลุ่มส่องสว่างมากนี้เป็นซุปเปอร์โนวาที่ได้รับพลังจากกัมมันตภาพรังสีหรือ SLSN-R ซุปเปอร์โนวาเหล่านี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจากการยุบตัวของซากดาว และดูเหมือนว่าแต่ละเหตุการณ์จะเกี่ยวข้องกับไอโซโทปธาตุนิกเกิลที่เป็นกัมมันตรังสีจำนวนมากในดาวที่ตายแล้วเหล่านี้ ซึ่งมีมากถึงขั้นหลายเท่ามวลดวงอาทิตย์ เมื่อนิกเกิลกัมมันตรังสีสลายตัว มันจะปล่อยพลังงานในรูปแบบของรังสีแกมม่าและปฏิสสารซึ่งทำให้สสารที่กำลังขยายตัวจากซุปเปอร์โนวา เรืองสว่างขึ้น
การสร้างนิกเกิลกัมมันตรังสีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน ความเป็นไปได้ทางหนึ่งก็คือมันเกิดขึ้นในระหว่างการยุบตัวของแกนกลางดาว, อีกทางก็คือมันเกิดขึ้นในปฏิกริยานิวเคลียร์ที่เกี่ยวข้องกับออกซิเจนในดาวที่มีมวลสูงมากๆ Avishay Gal-Yam ผู้เขียนนำรายงาน นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ ในอิสราเอล กล่าว
เป็นไปได้ว่าซุปเปอร์โนวาส่องสว่างมากในชนิดที่ถูกพบมากที่สุดก็คือแบบที่อุดมด้วยไฮโดรเจนหรือ SLSN-II นั้น มักจะเกิดขึ้นจากดาวที่ได้ผลักเปลือกก๊าซไฮโดรเจนออกมา ซึ่งได้ปิดบังแสงจากซุปเปอร์โนวาไว้และทำให้ยากที่จะบอกได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการระเบิดเหล่านี้ พวกมันอาจจะสว่างขึ้นได้จากหลายตัวการเช่น หลุมดำที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ซึ่งจะดึงสสารไฮโดรเจนเข้ามา หรือแมกนีตาร์(magnetar) ซึ่งเป็นดาวนิวตรอนหมุนรอบตัวอย่างรวดเร็วมากๆ ที่มีสนามแม่เหล็กอันทรงพลัง ความเป็นไปได้เหล่านี้อันใดอันหนึ่งน่าจะรบกวนไฮโดรเจนที่มา ส่งผลต่อการส่องสว่างจ้า
Gal-Yam กล่าวว่า SLSN-II โดยเทคนิคแล้วเป็นซุปเปอร์โนวาชนิด II แต่ไม่น่าจะเหมือนกับชนิด II ทั่วๆ ไปซึ่งมาจากการระเบิดของดาวซุปเปอร์ยักษ์แดง คุณสมบัติของ SLSN-II ไม่สามารถดึงไปสอดคล้องกับซุปเปอร์ยักษ์แดงใดๆ ที่เรารู้จักได้เลย พวกมันจะต้องมีดาวต้นกำเนิดที่แตกต่างออกไป
และสำหรับ SLSN-I ซึ่งเป็นซุปเปอร์โนวากลุ่มนี้ที่ส่องสว่างมากที่สุด แม้ว่าซุปเปอร์โนวาเหล่านี้จะไม่ได้ล้อมรอบด้วยเปลือกไฮโดรเจนทึบแสงขนาดใหญ่ แต่กำเนิดของมันก็ยังคงไม่แน่ชัดอย่างยิ่ง Gal-Yam กล่าวว่า นี่เป็นปริศนาจริงๆ ความเป็นไปได้ทางหนึ่งก็คือ พวกมันเป็นดาวที่ขาดแคลนไฮโดรเจนซึ่งพองตัวจนมีขนาดใหญ่มากๆ หลายสิบเท่าเส้นผ่าศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ เมื่อพวกมันกลายเป็นซุปเปอร์โนวา ก็น่าจะเปล่งรังสีอย่างเจิดจ้าและเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้ถูกล้อมรอบด้วยเปลือกไฮโดรเจนมากนัก
ทางเลือกอื่นอีกก็คือมีดาวที่ขาดแคลนไฮโรดรเจนซึ่งธรรมดามากกว่าโดยมีขนาดเพียงไม่กี่เท่าดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวพวกนี้ในกาแลคซีของเราเรียกว่า ดาวโวล์ฟ-ราเยท์(Wolf-Rayet star) และจากนั้นก็ใส่พลังงานแม่เหล็กที่ได้จากแมกนีตาร์ซึ่งก่อตัวในแกนกลางของโวล์ฟ-ราเยท์เมื่อแกนกลางยุบตัวลง Gal-Yam กล่าว ปริศนาตรงนี้ก็คือขณะที่เราทราบว่าแมกนีตาร์นั้นมีอยู่จริง เราเห็นในกาแลคซีของเรา ก็ยังไม่ชัดเจนว่าพวกมันจะหมุนรอบตัวเร็วพอเมื่อมันก่อตัวขึ้นภายในดาวเพื่อที่จะส่งพลังให้แก่ซุปเปอร์-ซุปเปอร์โนวาหรือไม่
การสำรวจซุปเปอร์โนวาส่องสว่างมากสามารถช่วยให้เข้าใจว่าธาตุหนักถูกสร้างอย่างไรได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอกภพช่วงต้นๆ Gal-Yam กล่าว นอกจากนี้ พวกมันยังสว่างมากและสามารถทำหน้าที่เป็นประภาคารนำทางสู่กาแลคซีแคระขนาดจิ๋วที่สลัวและถูกปิดบังไว้ที่เรดชิพท์สูงๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลมากๆ ดังนั้นแสงจึงเปล่งออกมาเมื่อนานมาแล้ว ช่วยให้เราได้ศึกษาเอกภพช่วงเริ่มต้นได้
Gal-Yam เผยแพร่รายละเอียดงานวิจัยเกี่ยวกับซุปเปอร์โนวาส่องสว่างมากในรายงานที่ปรากฎในวารสาร Science ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม และมีส่วนร่วมในรายงานฉบับที่สองเกี่ยวกับธรรมชาติของการปะทุรังสีแกมม่า รายงานฉบับที่สองเผยให้เห็นข้อมูลจากดาวเทียมสวิฟท์และเฟอร์มี่ สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าการปะทุอาจได้พลังมาจากการทำลายดาวครั้งหายนะซึ่งนำไปสู่การก่อตัวหลุมดำ
rook :รายงาน

แหล่งที่มา: space.com : mysterious origins of brightest star explosions revealed

……………………………………………………………………………………………………….

ปฏิบัติการตรวจภายในดาวอังคาร 14 กย. 2555
นาซ่าได้เลือกปฏิบัติการใหม่ซึ่งมีกำหนดส่งในปี 2016 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่มองลึกเข้าสู่ภายในดาวอังคารเพื่อดูว่าเพราะเหตุใดดาวเคราะห์แดงดวงนี้จึงพัฒนาแตกต่างจากโลกอย่างมาก
ภาพจากศิลปินแสดงแลนเดอร์ InSight แลนเดอร์จะติดตั้งชุดวัดแผ่นดินไหว(สิ่งที่คล้ายหมวกบนด้านขวาของยาน) และชุดทดสอบความร้อน(ทางซ้ายที่มีสว่านเจาะลงไป) สว่านจะเจาะลงไปเพียง 5 เมตร แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะเรียนรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องลึกใต้นั้น
ปฏิบัติการใหม่ซึ่งมีชื่อว่า InSight(Interior Exploration using Seismic Investigations, Geodesy and Heat Transport) จะติดตั้งเครื่องมือบนพื้นผิวดาวอังคารเพื่อสืบว่าแกนกลางดาวอังคารนั้นเป็นของแข็งหรือเป็นของเหลวคล้ายแกนกลางโลก และเพราะเหตุใดเปลือกดาวอังคารจึงไม่ได้กลายเป็นแผ่นแปรสัณฐาน(tectonic plates) ในแบบเดียวกับที่ทำให้เปลือกโลกเคลื่อนตัวไป ความรู้รายละเอียดจากภายในดาวอังคารเมื่อเปรียบเทียบกับโลกน่าจะช่วยนักวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจว่าดาวเคราะห์หินก่อตัวและพัฒนาอย่างไร
การสำรวจดาวอังคารเป็นภารกิจสูงสุดอันหนึ่งสำหรับนาซ่าและการเลือก InSight ก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังคงเดินหน้าเพื่อปลดล๊อคปริศนาดาวเคราะห์แดงต่อไป และวางรากฐานให้กับปฏิบัติการมนุษย์ในอนาคตที่นั้น Charles Bolden ผู้บริหารนาซ่า กล่าว ความสำคัญล่าสุดจากการร่อนลงจอดของโรเวอร์คูริโอสิตี้(Curiosity) ได้จุดประกายความสนใจของสาธารณชนในการสำรวจอวกาศ และการประกาศในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังมีปฏิบัติการดาวอังคารที่น่าตื่นเต้นมากกว่านี้ตามมา
InSight จะนำทีมโดย W. Bruce Banerdt จากห้องทดลองไอพ่นขับดัน(JPL) ของนาซ่า ทีมวิทยาศาสตร์ของ InSight ประกอบด้วยนักวิจัยจากสหรัฐฯ และนานาชาติ ทั้งจากมหาวิทยาลัย, อุตสาหกรรม และภาครัฐ Center National d’Etudes Spatiales(CNES) ขององค์กรอวกาศฝรั่งเศส และศูนย์การบินอวกาศเยอรมัน(DLR) สร้างเครื่องมือให้กับ InSight ซึ่งมีกำหนดร่อนลงจอดบนดาวอังคารในเดือนกันยายน 2016 เพื่อเริ่มปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่กินเวลา 2 ปี
InSight จะเป็นการคัดเลือกลำดับที่ 12 ในชุดปฏิบัติการระดับ Discovery ของนาซ่า ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1992 โครงการ Discovery จะสนับสนุนเงินทุนให้แก่ปฏิบัติการสำรวจระบบสุริยะซึ่งมีเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่จำเพาะสูง ตัวอย่างของปฏิบัติการระดับ Discovery เช่นยาน MESSENGER ซึ่งขณะนี้โคจรรอบดาวพุธ และปฏิบัติการเคปเลอร์ซึ่งแม้จะมองหาดาวเคราะห์นอกระบบแต่ก็ยังคงเป็นการศึกษาธรรมชาติของดาวเคราะห์ นาซ่าเปิดให้มีการยื่นเรื่องสำหรับปฏิบัติการระดับ Discovery ในเดือนมิถุนายน 2010 และได้รับเรื่อง 28 โครงการ InSight เป็นหนึ่งในปฏิบัติการสามงานที่เลือกในเดือนพฤษภาคม 2011 สำหรับการให้ทุนในการทำการศึกษาออกแบบและวิเคราะห์เบื้องต้น อีกสองงานที่เข้ารอบเป็นปฏิบัติการดาวหาง-Comet Hopper และดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์-Titan Mare Explorer(TiME)
InSight สร้างจากเทคโนโลยียานอวกาศที่ใช้ในปฏิบัติการยานร่อนลงจอดฟีนิกซ์(Phoenix lander) ของนาซ่าซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งส่งออกสู่ดาวเคราะห์แดงในปี 2007 และตรวจพบน้ำใกล้พื้นผิวในพื้นที่ขั้วดาวอังคาร ด้วยการนำระบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาใส่ในปฏิบัติการ ทีม InSight ได้แสดงว่าแนวคิดของปฏิบัติการนั้นมีความเสี่ยงต่ำและน่าจะอยู่ภายในงบประมาณของปฏิบัติการระดับ Discovery ได้ ค่าใช้จ่ายของปฏิบัติการซึ่งไม่รวมยานส่งและงานบริการที่เกี่ยวข้อง อยู่ที่ 425 ล้านดอลลาร์ในปี 2010
John Grunsfeld จากสำนักงานใหญ่นาซ่า กล่าวว่า โครงการ Discovery ของเราช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้นวัตกรรมเพื่อเข้าใกล้การตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับระบบสุริยะของเราด้วยกลุ่มปฏิบัติการที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด InSight จะไปถึงแก่นของธรรมชาติของภายในและโครงสร้างดาวอังคารได้ดีกว่าการสำรวจใดๆ ที่เราได้ทำจากบนวงโคจรหรือบนพื้นผิว
InSight จะนำเครื่องมือไปด้วย 4 ชุด JPL จะให้เครื่องมือเพื่อตรวจสอบแกนการหมุนรอบตัวของดาวเคราะห์ และแขนหุ่นยนต์หนึ่งแขนและกล้องสองตัวซึ่งใช้เพื่อจับตาดูเครื่องมือบนพื้นผิวดาวอังคาร CNES กำลังสร้างเครื่องมือเพื่อตรวจสอบคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางผ่านภายในดาวเคราะห์ DLR กำลังสร้างตัวตรวจสอบความร้อนใต้พื้นผิวเพื่อตรวจสอบการไหลของความร้อนจากภายใน
rook :รายงาน
แหล่งที่มา: astronomy.com : new mission to take first look deep inside Mars
skyandtelescope.com : NASA keeps focus on Mars

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: